| ดัชนีบทความ |
|---|
| คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| 1 |
| คณะสัตวแพทย์จุฬา |
| คณะสัตวแพทย์จุฬา |
| คณะสัตวแพทย์จุฬา |
| ทุกหน้า |
จนกระทั่งปีพ.ศ. 2510 คณะสัตวแพทยศาสตร์ได้โอนย้ายกลับมาสังกัดจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย สำนักนายกรัฐมนตรี ตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2510 ณ วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2510 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 4 ตอนที่ 102 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2510) ให้โอนกิจการทรัพย์สิน ข้าราชการลูกจ้าง และเงินงบประมาณของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับราชการของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เฉพาะส่วนที่ตั้งอยู่ ณ ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวันไปเป็นของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย หากแต่ในการโอนย้ายครั้งนั้น ยังคงมีนิสิตอยู่ต่อในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อไป ประกอบกับความประสงค์ที่จะขยายงานด้านสัตวแพทย์ มล. ชูชาติ กำภู อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้มอบหมายให้ น.สพ. ดร. ทิม พรรณศิริ เลขาธิการมหาวิทยาลัยขณะนั้น รับผิดชอบโครงการฟื้นฟูกิจการคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งที่บางเขน และกำแพงแสน ต่อจากนั้นไม่นาน มล. ชูชาติ กำภู ได้ลาออกจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก่อนครบเทอม และน.สพ. ดร. ทิม พรรณศิริ ได้ขอลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการมหาวิทยาลัย มาดำเนินงานบริหารคณะในตำแหน่งรักษาการคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าทั้งสองสถาบันต่างถือกำเนิดขึ้นมาจากพ่อเดียวกัน และแม้ว่าจะมีการแยกสถาบันแต่ก็ยังมีภาระกิจในการผลิตสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต ออกมารับใช้ประเทศชาติร่วมกันในเวลาต่อมา
|
ในปี พ.ศ. 2511 ศาสตราจารย์เตียง ตันสงวน ได้เล็งถึงความสำคัญของการที่จะให้นิสิตสัตวแพทย์ได้มีโอกาสคลุกคลีกับสัตว์ ฟาร์มหรือสัตว์เศรษฐกิจมากขึ้น จึงพยายามจัดหาที่เพื่อจัดตั้งฟาร์มที่เป็นไร่ฝึกนิสิตขึ้นในสมัยนั้น พลเอกประภาส จารุเสถียร อธิการบดีจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ซึ่งขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขณะนั้น ปรารภว่า การโอนคณะสัตวแพทยศาสตร์ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น การโอนก็ไม่มีความหมาย จึงได้โอนที่ดินของกระทรวงมหาดไทยที่ขณะนั้นว่างเปล่าอยู่ 79 ไร่ ในเขต ต.บ่อพลับ อ. เมือง จ.นครปฐม มาเพื่อจัดเป็นไร่ฝึกแก่นิสิตใช้ฝึกปฏิบัติวิชาสัตวบาล และมหาวิทยาลัยจึงขอใช้ชื่อไร่ฝึกนิสิตจารุเสถียร เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ซึ่งได้มีการพัฒนาขึ้นโดยลำดับจนปัจจุบันเป็นศูนย์ฝึกนิสิตคณะสัตวแพทย ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลปศุสัตว์ ที่นอกจากจะสนับสนุนการเรียนการสอน และการค้นคว้าวิจัยและให้บริการปรึกษา ตรวจรักษาปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงของประชาชนในละแวกใกล้เคียงนั้น คณะยังใช้ผลผลิตฟาร์มเป็นผลพลอยได้จำหน่ายเป็นสวัสดิการให้อาจารย์ และข้าราชการในคณะและมหาวิทยาลัย
ในปี พ.ศ. 2515 มหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยได้โอนจากสำนักนายกรัฐมนตรีมาสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ
ปีพ.ศ. 2512 คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงาน (USOM-United States Operation Mission to Thailand) ในการเปิดสอนสัตวแพทยศาสตรบัณฑิตหลักสูตรเร่งรัดให้นักศึกษาเวียดนาม โดยรับนักศึกษาที่มีพื้นความรู้ระดับปริญญาตรีด้านสัตวศาสตร์ มาศึกษาต่ออีก 3 ปี จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ มีนักศึกษาเข้ามาศึกษารวม 4 รุ่น เริ่มจากปีการศึกษา 2513 เข้ามาจำนวน 8 คน ปีการศึกษา 2514 จำนวน 16 คน ปีการศึกษา 2516 จำนวน 10 คน ปีการศึกษา 2517 จำนวน 21 คน นับเป็นหลักสูตรสัตวแพทยศาสตร์นานาชาติหลักสูตรแรกที่ตั้งขึ้น แต่มีผู้สำเร็จการศึกษาเพียง 2 รุ่นแรก เนื่องจากความผันผวนทางการเมืองของเวียดนาม และสหรัฐถอนตัวออกจากเวียดนามจึงหยุดการสนับสนุนด้านการเงิน ทำให้หลักสูตรดังกล่าวต้องสิ้นสุดลงในปีพ.ศ. 2518
ปีพ.ศ. 2514 ตามหนังสือสำนัก ก.พ. ลงวันที่ 19 กรกฎาคม ได้อนุมัติและรับรองปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต (สาขาสัตวศาสตร์) แก่นิสิตที่เรียนจบชั้นปีที่ 2 ของคณะสัตวแพทยศาสตร์ (จบปีที่ 4 ของหลักสูตร โดยถือว่า 2 ปีแรกมีสังกัดเป็นนิสิตเตรียมสัตวแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์) ในรุ่นแรกที่ได้รับปริญญาดังกล่าวมีจำนวน 16 คน
|
ใน ปี พ.ศ. 2514 เวชชสารสัตวแพทย์ถือกำเนิดขึ้นเป็นฉบับแรกโดยกลุ่มอาจารย์หนุ่มในสมัยนั้น หลังการปรึกษากับผู้บริหาร โดยมี ผศ.น.สพ.มล.อัคนี นวรัตน์ เป็นบรรณาธิการคนแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณสถาบัน เป็นการสนับสนุนการศึกษาค้นคว้าวิจัยในทางสัตวแพทย์ และเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความก้าวหน้าทางวิชาการให้แก่หมู่คณะ ทั้งถือเป็นการส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างบัณฑิตสัตวแพทย์ด้วยกัน
ปีพ.ศ. 2522 ได้ยกเลิกการอนุมัติปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต (สาขาสัตวศาสตร์) เว้นแต่นิสิตที่ไม่ประสงค์จะศึกษาต่อใน 2 ปีสุดท้ายของหลักสูตร และมีหน่วยกิตสะสมครบตามเกณฑ์ที่กำหนด และมีการปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรในชั้นเตรียมสัตวแพทย์บางส่วนต่อมาอีก 2 รุ่น จนเป็นที่มาของหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต พ.ศ. 2524 ซึ่งมีโครงสร้างวิชาเตรียมสัตวแพทย์ ปรีคลินิก และคลินิกในสัดส่วน 2:2:2
แนวคิดการจัดการศึกษาทางด้านสัตวแพทยศาสตร์เริ่มขยับ ขยายไปในส่วนภูมิภาค ในปีพ.ศ. 2529 ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นขึ้น เริ่มรับนักศึกษาครั้งแรกในปีการศึกษา 2530 ทั้งจากนักเรียนในพื้นที่จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและผ่านการสอบคัด เลือกส่วนกลาง โดยมี ศาสตราจารย์ น.สพ.ดร. เชิดชัย รัตนเศรษฐากุล เป็นคณบดีคนแรก ในปีพ.ศ. 2537 มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยปีการศึกษา 2539 เริ่มรับนักศึกษารุ่นแรกทั้งจากนักเรียนในพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือและผ่าน การสอบคัดเลือกส่วนกลางครั้งแรกในปีการศึกษา 2539 มีรองศาสตราจารย์ น.สพ. ดร. เทอด เทศประทีป เป็นคณบดีก่อตั้งคนแรก ในปี พ.ศ. 2540 มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะสัตวแพทยศาสตร์ ขึ้นในมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา จ.นครปฐม โดยเริ่มรับนักศึกษารุ่นแรกในปีการศึกษา 2542 มี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ น.สพ.ปานเทพ รัตนากร เป็นคณบดีคนแรก สำหรับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนได้ก่อตั้งคณะ สัตวแพทยศาสตร์ขึ้นและรับนักศึกษารุ่นแรกเมื่อพ.ศ. 2535 โดยทบวงมหาวิทยาลัยรับรองมาตรฐานการศึกษาเมื่อพ.ศ. 2540 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งเบาภาระการผลิตบัณฑิตทางสัตวแพทย์ให้เพียงพอกับ ความต้องการของประเทศที่กำลังเจริญเติบโตและพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมปศุสัตว์ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมี รองศาสตราจารย์ น.สพ.ดร. ดำรง พฤกษราช เป็นคณบดีคนแรก
ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2538 โดยการสนับสนุนของทบวงมหาวิทยาลัยขณะนั้น ได้มีการจัดการประชุมสัตวแพทยศาสตร์ศึกษาครั้งแรกขึ้นโดยผู้เข้าร่วมประชุม มาจากตัวแทนคณะสัตวแพทยศาสตร์ 3 สถาบันขณะนั้นคือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยขอนแก่น และมีตัวแทนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการร่างหลักสูตร สัตวแพทยศาสตรบัณฑิตเข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมได้ข้อสรุปด้านแนวคิดการจัดโครงสร้างหลักสูตรเตรียมสัตวแพทย์ ปรีคลินิกและคลินิกในสัดส่วน 1:2:3 กล่าวคือให้น้ำหนักการจัดการเรียนการสอนในส่วนของการพัฒนาความรู้และทักษะ ทางคลินิกมากขึ้น และเริ่มแนวคิดของการบูรณาการรายวิชาต่างๆ ในการใช้งานทางวิชาชีพสัตวแพทย์มากขึ้น การประชุมสัตวแพทยศาสตร์ศึกษาได้จัดขึ้นอีกครั้งเป็นครั้งที่สองในเดือน กรกฎาคมปีพ.ศ. 2544 ที่ประชุมได้มีการทบทวนคุณลักษณะของบัณฑิตสัตวแพทย์ที่พึงประสงค์และแนวทาง ผลิตบัณฑิตดังกล่าว
โดยที่สาขาวิชาสัตวแพทยศาสตร์ เป็นสาขาขาดแคลนสาขาหนึ่งของประเทศที่ทบวงมหาวิทยาลัยขณะนั้นได้จัดทำ โครงการเพิ่มการผลิตสัตวแพทยศาสตรบัณฑิตขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2533 โดยโครงการนี้เป็นโครงการระยะยาว 15 ปี เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2533 ถึง ปีการศึกษา 2547 ให้คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันหนึ่งที่ต้องรับนิสิตเพิ่มเติมตั้งแต่ปีการ ศึกษา 2533 จากเดิม 80 คน เป็นปีละ 110 คนและรับเพิ่มเต็มจำนวนปีละ 150 คน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2538 เป็นต้นไป เป็นผลให้ต้องเพิ่มครุภัณฑ์การศึกษา เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นต่อการเรียนการสอนและการศึกษาค้นคว้าวิจัย ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ รวมทั้งสถานที่เก็บสัตว์ทดลองให้รองรับจำนวนนิสิตที่เพิ่มขึ้นให้ได้ จึงเป็นที่มาของการดำเนินการเพื่อของบประมาณและได้รับการสนับสนุนให้จัด สร้างอาคารเรียนรวม พัฒนาวิชาการและปฏิบัติการทดลองในสัตว์ประกอบด้วยอาคารสูง 14 ชั้น 1 หลังและอาคารสัตว์ทดลองสูง 8 ชั้นอีก 1 หลังเชื่อมติดกันให้ชื่อว่า อาคารสัตวแพทยศาสตร์ 60 ปี เพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสครบรอบ 60 ปีของการสถาปนาสัตวแพทยศาสตร์ ขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2538